วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การเลือกขนาดจักรยาน

การเลือก ไซด์ จักรยานอย่างเซียน

จักรยานคืออุปกรณ์กีฬาอย่างหนึ่งที่ต้องเลือกให้ถูกขนาดกับตัวเรา มีเพียงจักรยานบางประเภทเท่านั้นที่ทำอออกมาขนาดแบบ ใช้ร่วมกันได้หมด ซึ่งนั่นก็ได้แก่พวกรถพับ หรือรถจักรยานกลุ่มตลาดแม่บ้าน ที่มักจะไม่มีขนาดให้เลือก

ปัญหาการเลือกขนาดจักรยานผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่คาใจสำหรับมือใหม่แทบทั้งนั้นว่าเราควรจะเหมาะกับจักรยานขนาดไหน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยความรู้จากร้านที่ซื้อเป็นคนเลือกให้ ถ้าเจอร้านดีมีความรู้ ก็โชคดีไปถ้าเจอร้านไม่มีจรรยาบรรณก็ถือว่าโชคร้ายไป ประสบการณ์ผมเองครั้งหนึ่งเคยไปซื้ออุปกรณ์จักรยานในร้านแห่งหนึ่งใน กทม เป็นร้านขายของวัยรุ่นพวกรถฟิกเกียร์ ลูกค้าสูงน่าจะประมาณ 180 CM หรือมากกว่า แต่ร้านจับยัดรถขนาด ไซด์ 50 ให้ ตัวลูกค้าก็รู้สึกว่าไม่ใช่มันเล็กไปแต่คนขายบอกว่าขี่ได้ ยืดสเตมเอาก็ขี่ได้แล้ว

ผลของการที่เลือกจักรยานไม่ถูกกับขนาดตัวนอกจากขี่แล้วมันไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ แล้วอาจจะยังทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราอีกด้วย ซึ่งพื้นฐานการเลือกซื้อจักรยานจริงๆแล้วต้องพิจารณาด้านอื่นอีกด้วยนอกจากขนาดของเฟรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเอื้อมถึงแฮนด์ ระยะความสูงเบาะ

สิ่งแรกที่เราจะต้องทราบในการเลือกขนาดเฟรมจักรยานก็คือ เราต้องรู้ความยาวขาของเราก่อน ขาในที่นี้หมายถึงระยะความยาวมขาด้านในของเรา ลองดูตามภาพตัวอย่างนะครับ คือรยะตั้งแต่เป้ากางเกงเราจนมาถึงฝ่าเท้าเรา เป็นระยะที่เรียกว่า Inside leg lenght ซึ่งเวลาเค้าทำ ฟิตติ้งจักรยาน เค้าก็ต้องวัดค่าตรงนี้เราก่อนเลยเพื่อปรับท่านั่ง การได้ขนาดเฟรมที่ถูกต้องนั้น ตัวท่อนอนมันจะต้องอยู่ต่ำกว่าเป้ากางเกงของเราเวลาเรายืนลงบนพื้น นั่นหมายถึงว่าเวลาที่เราขี่จักรยานแล้วจอดแล้วลงจากเบาะคร่อมจักรยานของเรา ความยาวขาเรายืนถึงพื้นพอดีแต่เป้าเรายังห่างจากตัวเฟรมท่อนอนอยู่ ซึ่งช่วยให้ปลอดภัยเวลาเกิดอุบัติเหตุด้วย กรณีต้องลงจากจักรยานแล้วขายังยันถึงคร่อมตัวรถได้

ตามสูตรการคำนวนขนาดเฟรมเค้าว่ากันดังนี้ครับ ตามหนังสือนิตยสาร Bicycling เค้าให้วัดระยะขาด้านใน ( inside leg lenght ) เราว่ายาวเท่าไร หน่วยเป็นนิ้ว แล้วคูณด้วย .65 หลังจากนั้นแปลงหน่วยเป็น CM ด้วยการคูณด้วย 2.54 อีกที ซึ่งจะได้ค่าขนาดเฟรม ของเสือหมอบ แต่ถ้าเป็นเฟรมเสือภูเขาให้เอาระยะความยาวขาด้านในเรา ( inside leg lenght ) คูณด้วย .65 เช่นเดียวกัน ได้ค่าออกมาเท่าไรแล้วลบออก ประมาณ 4-5 นิ้ว ก็จะได้ค่าเฟรมของเสือภูเขาครับ

อย่างไรก็ตามเฟรมจักรยานสมัยนี้มันก็ออกแบบมาหลากหลายแบบสารพัดดังนั้นค่าที่เราได้อาจจะผันแปรได้บ้างตามการดีไซด์ของตัวท่อนอน ของเฟรมแต่ละรุ่นยังไงก็ต้องลองคร่อมลองยืนวัดกันอีกทีนะครับ แต่เชื่อว่าข้อมูลในวันนี้พอจะเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้เราเดินเข้าร้านจักรยานอย่างมั่นใจมากขึ้นว่าเราจะได้รถที่ถูกขนาดกับตัวเราเอง ว่างๆลองวัด ระยะความยาวขาด้านในเราดูก่อนเลยครับ ยืนหลังชิดกำแพง เอาไม้บรรทัดเสียบระหว่างเป้าแล้วให้เพื่อนช่วย มาร์คตำแหน่งไว้ให้แล้ววัดจากพื้นอีกที อย่าลืมถอดรองเท้าด้วยนะครั

อ้างอิง Bicycling.com


เครดิต Mr Nat Gadget Bike

https://www.facebook.com/gadgetbikethailand

มือใหม่อยากมีจักรยาน

คำถามที่พบบ่อยในหน้าเว็บจักรยาน คือคำถามที่ว่าจะซื้อจักรยานรุ่นไหนดี ซึ่งส่วนมากคนที่ตั้งคำถามก็มีงบประมาณตั้งไว้ในใจอยู่แล้ว (ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละท่าน)
แต่สำหรับมือใหม่บางท่านมักจะไม่รู้ว่าต้องเลือกจักรยานแบบไหนดี ยี่ห้อไหนดี และรุ่นไหนดี   

เรามาทำความรู้จักกันก่อนครับ ด้วยคำถามที่ว่า  "มือใหม่อยากมีจักรยาน ต้องทำไงดี"

1. วัตถุประสงค์ในการซื้อจักรยาน
ประการแรก ถามใจเราเองก่อนว่า อยากได้เพราะอะไรแล้วจะเอามันไปทำอะไร ซึ่ง ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการตัดสินใจ 
เหตุผลคือจักรยานไม่ใช่เป็นเพียง "ยานพาหนะ"  เพราะถ้าคิดว่าจะซื้อมาเป็นแค่ยานพาหนะแล้ว ด้วยสนนราคาค่าตัวของมันจัดได้ว่าไม่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง  เพราะว่าถ้าจะซื้อมาจ่ายกับข้าว หรือซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอย หากจะไหว้วานเอาจากจักรยานเฟสสันราคา 2 - 3 พันบาทก็คงจะเกินพอแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยราคาค่าตัวเรือนหมื่น เรือนแสนแล้ว "จักรยาน" ควรจะถูกมองว่าเป็น"เครื่องออกกำลังกาย" หรือ "เครื่องกีฬา" จะเหมาะสมกว่า

คำว่าเครื่องออกกำลังกายนั้นคงมีความหมายชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้ว   โดยขณะที่เครื่องกีฬานั้น ย่อมหมายถึงว่าเราสามารถนำมันไปใช้ในการแข่งขันได้อย่างไม่เสียเปรียบใคร  ซึ่งสื่อความหมายง่ายๆโดยตัวของมันเองว่า ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่างๆโดยรวม จะต้องสูงกว่าจักรยานในระดับเครื่องออกกำลังกายอย่างแน่นอน

2. ลักษณะการขี่จักรยาน
ถ้าตอบในข้อแรกได้ก็โอเค ต่อไป ถามตัวเองอีกครั้ง ว่าชอบแบบไหน ชอบทางออฟโรด ชอบทางเรียบ ชอบขึ้นเขา ชอบทางราบ ชอบถนนในเมือง ชอบถนนในหมู่บ้าน ถ้าชอบถนนในเมืองหรือในหมู่บ้าน ก็ไม่ต้องลงทุนมาก รถจ่ายตลาดก็พอ ถ้าชอบทางออฟโรด แบบที่พวกเราชอบกันอยู่ ก็เลือก เมาเท่นไบค์ ชอบทางเรียบก็เลือก โรดไบค์

3. เวลาและความมุ่งมั่น
แน่นอน ต้องเจียดเวลามาให้กับจักรยาน บางส่วนก็ต้องเบียดเบียนมาจากเวลาอื่น ๆ เราสามารถจัดการได้และทำใจได้ไหม ถ้าได้ ก็อยู่ที่ความมุ่งมั่น เพราะถ้าจะให้ได้ประโยชน์เต็มที่ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า และให้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละประมาณ 1 ชั่วโมง

4. งบประมาณ
เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเลือกซื้อให้ถูกวิธี รถราคาระดับหมื่น ก็ใช้งานได้ทนทาน และดีไม่แพ้รถราคาระดับแสน โดยเฉพาะถ้าเพิ่งเริ่ม จะไม่เห็นความแตกต่าง จนเมื่อกำลังและทักษะพัฒนาสูงขึ้น ถึงจะแยกแยะออก แต่อย่างน้อยควรมีประมาณหมื่นต้น ๆ ราคารถใกล้ ๆ หมื่นปัจจุบันราคาลดลงมามากแล้ว เมื่อก่อนรถอย่างเดียวก็ต้องเริ่มต้นที่หมื่นสาม ที่เหลือเป็น หมวกประมาณ พันต้น ๆ ต่ำกว่าไม่แนะนำ เพราะไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย และน้ำหนักมากทำให้ปวดหัว กางเกงและถุงมือ อีกประมาณพันครึ่ง ถึงเกือบสองพัน แล้วแต่รสนิยม กางเกงจำเป็นเพราะมีแผ่นชามัวร์หรือใยสังเคราะห์รองป้องกันการกระแทกเสียดสี ถุงมือเอาไว้กันกระแทกกับแฮนด์ ถ้าพลาดล้มขึ้นมาก็จะป้องกันมือจากการบาดเจ็บ หรือช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ เสื้อยังไม่จำเป็น ใช้เสื้อยืดไปก่อนได้


ทั้งสี่ข้อเป็นคำถามให้ถามใจตัวเอง ต่อไปเป็นความเหมาะสมของแต่ละท่าน ว่าสมควรจะใช้รถแบบไหนดี ลองอ่านเกี่ยวกับประเภทรถดูแล้วตัดสินใจเอาเองนะว่าแบบไหนเหมาะที่สุดครับ

ประเภทจักรยาน สามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1. Road สำหรับทางเรียบ Mountain สำหรับออฟโรด
2. City & Bike Path สำหรับใช้ในเมือง ในหมู่บ้าน หรือในบ้านเมืองที่มีเลนจักรยาน
3. Special Bikes รถที่ออกแบบ สำหรับความต้องการพิเศษ
4. Kids & BMX จักรยานสำหรับเด็ก ๆ
5. WSD หรือ Woman Specific Design รถจักรยานที่ออกแบบสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ.....

ถ้าเพื่อนๆ น้องๆ อ่านจบแล้วและเข้าใจความหมายทั้งหมด ต่อไปหากจะเลือกจักรยานก็จะสามารถเริ่มต้นที่จะเลือกจักรยานได้ง่ายขึ้น และเหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้นครับ
ที่มา Pantip